แรงงานกว่า 200 ล้านคนยังยากจน แม้งานเพิ่มขึ้นทั่วโลก
ข้อมูลล่าสุดจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เปิดเผยว่า ในปี 2568 ยังมีแรงงานทั่วโลกถึง 284 ล้านคน หรือคิดเป็น 7.9% ของผู้มีงานทำทั้งหมด ที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อวันตามกำลังซื้อ (PPP) ซึ่งต่ำกว่าระดับที่สอดคล้องกับเป้าหมายการขจัดความยากจนของ SDGs สะท้อนให้เห็นว่า 'คนจนที่มีงานทำ' ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของโลก โดยเฉพาะในประเทศรายได้น้อยที่งานจำนวนมากมีผลิตภาพต่ำ รายได้ไม่แน่นอน และไม่มีระบบคุ้มครองรองรับ
แอฟริกาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุดยังเผชิญวิกฤตแรงงานยากจน
Bnomics ระบุว่า ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา รวมถึงกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) แรงงานราว 40% ยังคงอยู่ในภาวะยากจน ขณะที่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (LLDCs) และหลายประเทศในโอเชียเนีย ยังมีผู้มีงานทำเกือบ 1 ใน 3 ที่เผชิญความยากจนขั้นรุนแรง โดยมีรายได้หรือค่าใช้จ่ายไม่ถึง 2.15 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน นั่นหมายความว่า สำหรับคนจำนวนมากทั่วโลก งานอาจช่วยสร้างรายได้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะพาพวกเขาหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างแท้จริง
แรงงานกว่าครึ่งโลกยังไม่มีตาข่ายรองรับทางสังคม
แม้เศรษฐกิจโลกจะเติบโตต่อเนื่อง แต่แรงงานจำนวนมากยังคงทำงานในภาคนอกระบบ โดยข้อมูลของ ILO ระบุว่า ในปี 2568 แรงงานทั่วโลก 57.9% ยังอยู่ในภาคแรงงานนอกระบบ สัดส่วนแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากเมื่อสิบปีก่อน สำหรับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด สถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะแรงงานเกือบ 90% ยังทำงานนอกระบบ คนกลุ่มนี้จำนวนมากไม่มีประกันสังคม ไม่มีสิทธิลาป่วย ไม่มีเงินชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้าง และไม่มีรายได้รองรับในวัยเกษียณ เมื่อเจ็บป่วย ประสบอุบัติเหตุ หรือเศรษฐกิจชะลอตัว พวกเขาจึงต้องเผชิญความเสี่ยงด้วยตนเอง การมีงานทำจึงอาจช่วยให้มีรายได้ในวันนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีความมั่นคงในวันข้างหน้าเสมอไป
ผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น แต่ยังไม่เท่าเทียม
ในปี 2568 รายได้แรงงานของผู้หญิงทั่วโลกคิดเป็นเพียง 52.4% ของรายได้แรงงานผู้ชาย แม้จะดีขึ้นจาก 49.4% ในปี 2558 แต่ช่องว่างดังกล่าวยังถือว่ากว้างมาก ความแตกต่างนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงเรื่องค่าจ้าง แต่ยังรวมถึงโอกาสในการเข้าถึงงานที่มีคุณภาพ การเลื่อนตำแหน่ง และการเข้าถึงอาชีพที่มีรายได้สูง ขณะเดียวกัน ผู้หญิงจำนวนมากยังต้องแบกรับภาระการดูแลครอบครัวและงานบ้านที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนควบคู่ไปกับการทำงาน ภาพดังกล่าวสะท้อนชัดเจนผ่านตำแหน่งผู้บริหารทั่วโลก ซึ่งผู้หญิงมีสัดส่วนเพียง 30% เท่านั้น และในบางภูมิภาค เช่น เอเชียกลางและเอเชียใต้ สัดส่วนดังกล่าวกลับลดลงเมื่อเทียบกับเมื่อสิบปีก่อน
เยาวชน 1 ใน 5 หลุดจากระบบการศึกษาและการจ้างงาน
ในปี 2568 เยาวชนทั่วโลก 20% หรือ 1 ใน 5 คน ไม่ได้อยู่ในการจ้างงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม (NEET) สถานการณ์ยิ่งน่าห่วงในกลุ่มผู้หญิง โดยเยาวชนหญิงมีโอกาสเป็น NEET มากกว่าเยาวชนชายถึง 2 เท่า และในบางภูมิภาคสูงถึง 4 เท่า การหลุดออกจากระบบตั้งแต่อายุยังน้อยไม่ได้ส่งผลเฉพาะในระยะสั้น แต่สามารถกระทบต่อรายได้ ทักษะ ความมั่นคงทางอาชีพ และโอกาสทางเศรษฐกิจไปตลอดชีวิต
ประชากรเกือบครึ่งโลกไม่มีหลักประกันทางสังคม
ILO ระบุว่า ปัจจุบันยังมีประชากรกว่า 3.8 พันล้านคน หรือ 47.6% ของประชากรโลก ที่ไม่ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันสังคมหรือหลักประกันทางสังคมใด ๆ ขณะเดียวกัน ผู้ว่างงานทั่วโลกที่ได้รับเงินช่วยเหลือมีสัดส่วนเพียง 16.7% เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ธุรกิจลดการจ้างงาน หรือครัวเรือนสูญเสียรายได้ ยังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ต้องรับมือกับความไม่แน่นอนด้วยตนเอง
ส่วนแบ่งแรงงานใน GDP ลดลง สิทธิแรงงานถดถอย
ข้อมูลของ ILO ระบุว่า ส่วนแบ่ง GDP ที่ตกเป็นของแรงงานทั่วโลกลดลงจาก 53% ในปี 2558 เหลือ 52.6% ในปี 2568 สะท้อนว่า ผลตอบแทนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งกำลังไหลไปสู่ทุนและกำไรมากกว่าค่าจ้างแรงงาน ขณะเดียวกัน การปฏิบัติตามสิทธิในการรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรองลดลง 6.4% เมื่อเทียบกับปี 2558 และหากคำนวณแบบไม่ถ่วงน้ำหนัก การลดลงสูงถึง 12.9% สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า แรงงานจำนวนไม่น้อยยังมีข้อจำกัดในการรวมตัวและส่งเสียงเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง
เป้าหมายปี 2573: ไม่ใช่แค่จำนวนงาน แต่เป็นงานที่มีคุณภาพ
ความท้าทายของโลกไม่ได้อยู่ที่การสร้างงานเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คือการสร้าง 'งานที่มีคุณภาพ' งานที่ให้รายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต มีสวัสดิการรองรับ มีโอกาสเติบโต และสร้างความมั่นคงให้กับคนทำงานในระยะยาว เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของการพัฒนาไม่ใช่เพียงการทำให้คนมีงานทำ แต่คือการทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นจากงานที่พวกเขาทำในทุกวัน



