ตลาดหุ้นไทยปิดปรับตัวลดลง 4.65 จุด มาอยู่ที่ 1,520.34 จุด ตามแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ขายสุทธิ 2,200 ล้านบาท เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนลดความเสี่ยงในสินทรัพย์เสี่ยง
ปัจจัยกดดันจากต่างประเทศ
นายกรุง หิรัญพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงสอดคล้องกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการที่สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเติม ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลงแรงเมื่อคืนที่ผ่านมา
มูลค่าการซื้อขายและกลุ่มอุตสาหกรรม
มูลค่าการซื้อขายในวันนี้อยู่ที่ 45,000 ล้านบาท โดยมีหุ้นที่ปรับตัวลงมากที่สุดในกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงและความกังวลเกี่ยวกับหนี้เสียที่อาจเพิ่มขึ้น
แนวโน้มในระยะสั้น
นายกรุง กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังมีโอกาสปรับตัวลงได้อีกหากสถานการณ์สงครามการค้ายังไม่คลี่คลาย โดยนักลงทุนควรติดตามการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีนอย่างใกล้ชิด รวมถึงการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ เช่น ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในสัปดาห์หน้า
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน รวมมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อตลาดหุ้นไทยในระยะนี้



