ศูนย์วิจัยทองคำชี้ทองไทยมีโอกาสลงแตะ 60,000 บาท แนะสะสม
ทองไทยอาจลดลงแตะ 60,000 บาท ศูนย์วิจัยทองคำแนะสะสม

ศูนย์วิจัยทองคำเปิดเผยถึงสาเหตุที่ราคาทองคำโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องว่า ปัจจัยสำคัญมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรง ส่งผลให้สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ออกมาอยู่ที่ 4.2% แม้จะเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับสูง

ปัจจัยกดดันราคาทองคำ

นายพิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวว่า นักลงทุนมองว่าโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะข้างหน้าลดน้อยลงอย่างมาก เนื่องจากปัจจัยด้านการจ้างงานไม่ได้ส่งผลต่อเงินเฟ้อในขณะนี้ ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่ง โดยเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดเป็นไปได้ยาก และอาจนำไปสู่การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อเนื่อง หรือแม้กระทั่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

การเปลี่ยนประธานเฟดและสงครามกดดันตลาดทองคำ

นายพิบูลย์ฤทธิ์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำเผชิญแรงขายในระยะนี้ ไม่ได้มาจากประเด็นดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงตำแหน่งประธานเฟด และผลกระทบจากภาวะสงครามที่ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น จนกลายเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและส่งผลต่อการพิจารณานโยบายการเงินของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาทองคำ ได้แข็งค่าขึ้นแตะระดับมากกว่า 100 จุดในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า ในภาวะสงครามและความไม่แน่นอน นักลงทุนจำนวนมากเลือกถือครองเงินสดมากกว่าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แนวโน้มราคาทองคำโลก

สำหรับทิศทางราคาทองคำโลกในระยะข้างหน้า นายพิบูลย์ฤทธิ์ ระบุว่า ราคาทองคำโลกเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 4,025 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดยมองว่าโซน 4,000-4,100 เหรียญ เป็นระดับที่เริ่มน่าสนใจสำหรับการทยอยสะสม อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไม่ควรเร่งรีบเข้าซื้อ และควรวางแผนการลงทุนล่วงหน้าหากราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อ โดยหากพิจารณาจากกราฟทางเทคนิค ระดับประมาณ 3,900 เหรียญต่อออนซ์ ถือเป็นจุดที่น่าสนใจอย่างมาก และเป็นระดับที่ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวลงไปทดสอบได้ หากหลุดแนวรับสำคัญที่ 4,000 เหรียญ

“หากพิจารณาจากกราฟราคา ระดับประมาณ 3,900 เหรียญ ถือเป็นโซนที่น่าเข้าซื้ออย่างมาก และมีโอกาสที่ราคาจะลงไปถึงได้ หากหลุด 4,000 เหรียญ โดยระดับ 3,900, 4,000 และ 4,100 เหรียญ ถือเป็นโซนที่สามารถพิจารณาเข้าซื้อได้” นายพิบูลย์ฤทธิ์ กล่าว

ภาพรวมตลาดทองคำปี 2569 เปลี่ยนไป

สำหรับภาพรวมตลาดทองคำในปี 2569 แตกต่างจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา และอาจไม่สามารถกลับไปปรับตัวขึ้นร้อนแรงได้เช่นเดิม โดยปีนี้ถือเป็นปีแรกในรอบ 4 ปี ที่ราคาทองคำไม่ได้ทำจุดต่ำสุดของปีในเดือนมกราคม เมื่อพิจารณาจากกราฟรายปี จะเห็นได้ว่าราคาทองคำยังคงปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงทิศทางตลาดที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ทองคำไทยมีโอกาสลงแตะ 60,000 บาท

ส่วนราคาทองคำในประเทศ ประเมินว่า มีความเป็นไปได้ที่ราคาจะปรับตัวลดลงสู่ระดับประมาณ 60,000 บาทต่อบาททองคำ โดยยอมรับว่าเป็นระดับที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ขณะที่ปัจจัยบวกในระยะสั้น มองว่าน่าจะเริ่มมีแรงซื้อทองคำกลับเข้ามาบ้าง โดยปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหนุนราคาทองคำ คือ การคลี่คลายของสถานการณ์สงคราม อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแรงซื้อกลับเข้ามา แต่โอกาสที่ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงเหมือนในอดีตยังไม่ใช่เรื่องง่าย

อีกหนึ่งปัจจัยที่อาจเป็นผลบวกต่อทองคำในอนาคต คือ ทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ย แต่หากเฟดมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ก็อาจสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำได้อีกระลอก แม้จะยังเชื่อว่าตลาดทองคำจะมีแรงซื้อรองรับอยู่ และไม่น่าจะปรับตัวลงอย่างรุนแรงโดยไร้แรงพยุง

มองเป้า 5,500 เหรียญ หรือทองไทย 80,000 บาท ยังเป็นเรื่องยาก

สำหรับการคาดการณ์ว่าราคาทองคำโลกจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 5,500 เหรียญต่อออนซ์ หรือราคาทองคำไทยแตะ 80,000 บาทภายในปี 2569 นั้น นายพิบูลย์ฤทธิ์ เห็นว่าเป็นระดับที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก แต่การปรับตัวขึ้นสู่บริเวณ 4,500 เหรียญต่อออนซ์ยังมีความเป็นไปได้มากกว่า

แนะนำผู้ติดดอยแบ่งพอร์ต รอจังหวะฟันด์โฟลว์กลับเข้าทอง

ส่วนผู้ที่ซื้อทองคำไว้ในช่วงราคาสูงบริเวณ 5,500 เหรียญต่อออนซ์ หรือทองคำไทยระดับ 80,000 บาท ควรแบ่งสัดส่วนการลงทุนและถือครองต่อไปเพื่อรอจังหวะการฟื้นตัวในระยะยาว เนื่องจากเชื่อว่าในอนาคตเม็ดเงินลงทุน หรือ Fund Flow จะไหลกลับเข้าสู่ตลาดทองคำอีกครั้ง หลังจากปัจจุบันเคลื่อนย้ายไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น พันธบัตรรัฐบาลและเงินดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ หากราคาทองคำไทยอ่อนตัวลงสู่บริเวณ 60,000-62,000 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญ มองว่าสามารถพิจารณาเข้าซื้อเพื่อรอการฟื้นตัวสู่ระดับประมาณ 67,000 บาท และอาจทยอยขายทำกำไรเฉพาะส่วนที่เข้าซื้อใหม่ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารพอร์ตการลงทุน