โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐและผู้สมัครชิงตำแหน่งจากพรรครีพับลิกัน ประกาศนโยบายสุดช็อกเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2567 ในการประชุม Bitcoin Conference ที่เมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี โดยเสนอให้รัฐบาลสหรัฐซื้อบิตคอยน์สะสมจำนวน 1 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้เป็นทุนสำรองของประเทศ
นโยบายบิตคอยน์สำรองแห่งชาติของทรัมป์
ทรัมป์กล่าวบนเวทีว่า “หากผมได้รับเลือกตั้ง ผมจะทำให้สหรัฐเป็นมหาอำนาจด้านคริปโทเคอร์เรนซีของโลก” เขาชี้ว่าการถือครองบิตคอยน์จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศ และลดการพึ่งพาระบบการเงินแบบดั้งเดิม ทรัมป์ยังวิจารณ์นโยบายของรัฐบาลไบเดนที่เข้มงวดต่อคริปโทฯ ว่าเป็นการขัดขวางนวัตกรรม
ข้อเสนอนี้รวมถึงการให้รัฐบาลคงถือครองบิตคอยน์ที่ยึดได้จากคดีอาชญากรรมไว้เป็นทุนสำรอง แทนที่จะนำไปขายทอดตลาด โดยทรัมป์ระบุว่าปัจจุบันสหรัฐมีบิตคอยน์ที่ยึดได้ราว 2 แสนเหรียญ ซึ่งควรเก็บไว้เป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์
ปฏิกิริยาจากวงการคริปโทฯ และนักลงทุน
คำประกาศดังกล่าวสร้างความตื่นเต้นในหมู่ผู้สนับสนุนคริปโทฯ ราคาบิตคอยน์พุ่งขึ้นกว่า 5% ทันทีหลังข่าว แตะระดับ 68,500 ดอลลาร์สหรัฐ ไมเคิล เซย์เลอร์ ประธานบริหารบริษัท MicroStrategy ซึ่งถือครองบิตคอยน์จำนวนมาก แสดงความเห็นว่า “นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าคริปโทฯ กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ระดับชาติ”
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางรายตั้งคำถามถึงความเสี่ยงของความผันผวนของราคาบิตคอยน์ที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการคลังของสหรัฐ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชี้ว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งยากต่อการผลักดัน
บริบทการเมืองและการเลือกตั้งปี 2567
ทรัมป์ใช้เวทีนี้เพื่อดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สนใจคริปโทฯ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักลงทุนเทคโนโลยี ด้านคู่แข่งอย่างประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังไม่มีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับการถือครองคริปโทฯ ของรัฐบาล แต่นายแกรี เกนส์เลอร์ ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) เคยแสดงท่าทีว่าคริปโทฯ มีความเสี่ยงสูงและควรถูกควบคุมอย่างเข้มงวด
การประกาศของทรัมป์อาจเป็นกลยุทธ์หาเสียงเพื่อสร้างความแตกต่างกับพรรคเดโมแครต และตอกย้ำภาพลักษณ์ของเขาในฐานะผู้สนับสนุนนวัตกรรมและเสรีภาพทางการเงิน



