วันที่ 19 มีนาคม 2568 ผู้เสียหายรายหนึ่งเปิดเผยกับสื่อว่า ตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทมือถือและตำรวจ ทำให้สูญเงินกว่า 2.6 ล้านบาท โดยกลโกงเริ่มจากมีสายโทรเข้าอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทมือถือ แจ้งว่าเบอร์โทรศัพท์ของผู้เสียหายถูกนำไปใช้เปิดบัญชีม้าและพัวพันกับคดีผิดกฎหมาย จากนั้นจึงโอนสายให้พูดคุยกับผู้ที่อ้างตัวเป็นตำรวจ
รายละเอียดกลโกง
ผู้เสียหายเล่าว่า หลังจากพูดคุยกับผู้ที่อ้างตัวเป็นตำรวจ ได้ถูกข่มขู่ว่าหากไม่ยอมโอนเงินไปตรวจสอบ จะถูกดำเนินคดีอาญาและถูกอายัดทรัพย์สิน ด้วยความกลัว ผู้เสียหายจึงโอนเงินให้หลายครั้ง รวมเป็นเงิน 2,600,000 บาท เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอกจึงเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่
ความเสียหายและผลกระทบ
การสูญเสียเงินจำนวนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้เสียหายอย่างรุนแรง เนื่องจากเป็นเงินเก็บที่สะสมมาเป็นเวลานาน และบางส่วนเป็นเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ผู้เสียหายกล่าวว่า "ผมอยากให้ทุกคนระวังตัว อย่าเชื่อคนแปลกหน้าที่โทรมาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ เพราะเดี๋ยวนี้แก๊งค์พวกนี้มีข้อมูลส่วนตัวของเราจนน่ากลัว"
คำแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์มักใช้วิธีหลอกให้เหยื่อโอนเงิน โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือบริษัทเอกชน จึงขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ และหากได้รับสายลักษณะนี้ให้วางสายทันที และโทรตรวจสอบกับหน่วยงานที่ถูกอ้างถึงโดยตรง นอกจากนี้ ควรแจ้งความที่สถานีตำรวจ หรือโทรสายด่วน 191 หรือ 1599
สถิติคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์
จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในปี 2567 มีคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์เกิดขึ้นกว่า 10,000 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 5,000 ล้านบาท โดยแนวโน้มยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชาชนควรเพิ่มความระมัดระวังในการรับสายจากหมายเลขที่ไม่รู้จัก



