คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายฟอกเงินฉบับปัจจุบัน เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินมากขึ้น โดยเฉพาะอาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมไซเบอร์ที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการฟอกเงิน
สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับใหม่
ร่างกฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญหลายประการ อาทิ การขยายนิยามของทรัพย์สินที่สามารถยึดหรืออายัดให้ครอบคลุมถึงทรัพย์สินทางดิจิทัล เช่น คริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัล เพื่อให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สามารถดำเนินการกับทรัพย์สินที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเพิ่มฐานความผิดมูลฐานอีก 10 ประเภท รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ การค้าอาวุธ และการก่อการร้าย
การเพิ่มอำนาจ ปปง.
ร่างกฎหมายยังให้อำนาจ ปปง. ในการสั่งให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องระงับหรืออายัดธุรกรรมที่ต้องสงสัยเป็นการชั่วคราว โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ทันท่วงที นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีหน้าที่รายงานธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงหรือมีลักษณะต้องสงสัยต่อ ปปง. เช่นเดียวกับสถาบันการเงินทั่วไป
ปฏิกิริยาจากภาคส่วนต่างๆ
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “ร่างกฎหมายนี้จะช่วยให้ประเทศไทยมีมาตรการป้องกันการฟอกเงินที่ทัดเทียมมาตรฐานสากล โดยเฉพาะตามคำแนะนำของ Financial Action Task Force (FATF) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะถูกขึ้นบัญชีดำจาก FATF” ขณะที่นักวิชาการบางส่วนแสดงความกังวลว่าการเพิ่มอำนาจให้ ปปง. อาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน หากไม่มีกลไกตรวจสอบที่รัดกุมเพียงพอ
ผลกระทบต่อธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล
ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลต้องปรับตัวเพื่อรองรับกฎหมายใหม่ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบการตรวจสอบธุรกรรม (Know Your Customer: KYC) และการรายงานธุรกรรมต้องสงสัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า “การบังคับใช้กฎหมายนี้อาจทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาวจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ”
ขั้นตอนต่อไป
หลังจากที่ ครม. เห็นชอบแล้ว ร่างกฎหมายจะถูกส่งต่อไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาในวาระแรก คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ก่อนจะมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ภายในปี พ.ศ. 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล



