ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้ยุบพรรคก้าวไกล จากกรณีที่พรรคเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
รายละเอียดคำร้องและมติศาล
เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาคดีและลงมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง รับคำร้องที่ กกต. ยื่นไว้เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568 โดยคำร้องระบุว่าการดำเนินการของพรรคก้าวไกลในการเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง
ศาลฯ มีคำสั่งให้พรรคก้าวไกลยื่นคำชี้แจงต่อศาลภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับสำเนาคำร้อง โดยศาลจะพิจารณาคำชี้แจงและดำเนินการต่อไปตามกระบวนการ
ปฏิกิริยาจากพรรคก้าวไกล
นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า พรรคพร้อมที่จะชี้แจงต่อศาลตามข้อเท็จจริง และยืนยันว่าการเสนอแก้ไขมาตรา 112 เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่ต้องการให้กฎหมายมีความเป็นธรรม ไม่ได้มีเจตนาล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด
“เราจะชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดให้ศาลเห็นว่า การเสนอแก้ไขมาตรา 112 เป็นการใช้อำนาจนิติบัญญัติโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเป็นไปตามข้อเรียกร้องของภาคประชาชนที่เห็นว่ากฎหมายนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง” นายชัยธวัชกล่าว
ผลกระทบทางการเมือง
การรับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ส่งผลให้เกิดความตื่นตัวในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะในกลุ่มพรรคฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมที่เห็นว่าการยุบพรรคการเมืองด้วยข้อหาล้มล้างการปกครองเป็นบรรทัดฐานที่อันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย
ด้านนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่ศาลรับคำร้องไว้พิจารณาเป็นเรื่องปกติตามกระบวนการ แต่การจะยุบพรรคหรือไม่ต้องดูที่พยานหลักฐาน ซึ่งคดีนี้มีประเด็นที่ซับซ้อนเกี่ยวกับขอบเขตของเสรีภาพในการเสนอร่างกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ
ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลได้รวมตัวกันที่หน้ารัฐสภาเพื่อแสดงพลังคัดค้านการยุบพรรค โดยมีการปราศรัยจากแกนนำพรรคและนักเคลื่อนไหวหลายคน
กำหนดการต่อไป
ศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาคดีครั้งต่อไปในวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 เพื่อตรวจสอบคำชี้แจงของพรรคก้าวไกล และอาจมีการไต่สวนพยานหลักฐานเพิ่มเติมก่อนมีคำวินิจฉัยชี้ขาด
ทั้งนี้ หากศาลมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคก้าวไกล จะส่งผลให้กรรมการบริหารพรรคถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี และสมาชิกพรรคที่เหลือต้องย้ายไปสังกัดพรรคอื่นภายใน 60 วัน



