มะเร็งปากมดลูกยังคงเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยและคร่าชีวิตผู้หญิงไทยทุกวัน แต่เป็นโรคที่สามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เชื้อไวรัส Human Papillomavirus (HPV) ที่เป็นต้นเหตุใช้เวลาพัฒนานานหลายปี ทำให้มีช่วงเวลาทองในการค้นหาความเสี่ยงและยับยั้งโรคร้ายก่อนสายเกินไป สิ่งสำคัญที่ผู้หญิงทุกคนต้องรู้คือ มะเร็งปากมดลูกในระยะแรกมักไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ การรอให้มีอาการก่อนแล้วค่อยพบแพทย์อาจสายเกินไป
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก 3 วิธีหลัก
ปัจจุบันแนวคิดการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยได้เปลี่ยนจากการตรวจหาเซลล์ที่ผิดปกติไปแล้ว มาเป็นการตรวจหาเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุตั้งแต่ต้นทาง เพื่อช่วยค้นหาความเสี่ยงก่อนที่เซลล์จะเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเปรียบเทียบ 3 วิธีการตรวจคัดกรองที่นิยม ได้แก่ Pap Smear, ThinPrep และ Primary HPV DNA Testing
- Pap Smear: วิธีดั้งเดิม มองหาเซลล์ที่เริ่มผิดปกติ แพร่หลายทั่วไป ต้องตรวจทุก 2 ปี
- ThinPrep: หาเซลล์ที่เริ่มผิดปกติ ด้วยเทคนิคสารละลายช่วยให้ตัวอย่างมีคุณภาพมากขึ้น ลดสิ่งรบกวนในการอ่านผล ต้องตรวจทุก 2 ปี
- Primary HPV DNA Testing: ตรวจหาสาเหตุของโรคโดยตรงในระดับ DNA ของเชื้อ High-risk HPV ค้นหาความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้นทาง ก่อนที่เซลล์จะเปลี่ยนแปลง มีประสิทธิภาพสูง ตรวจทุก 5 ปีหากผลปกติ
ตามแนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568 การตรวจแบบ Pap Smear และ ThinPrep เป็นการตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกที่เกิดขึ้นแล้ว ขณะที่ Primary HPV DNA Testing มุ่งค้นหาปัจจัยเสี่ยงจากเชื้อ HPV ก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์
ทำไมทั่วโลกและไทยเน้น HPV DNA Testing?
งานวิจัยระดับสากลยืนยันว่าการตรวจหาเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูงสามารถประเมินความเสี่ยงได้ไวกว่าและแม่นยำกว่าการส่องกล้องตรวจเซลล์เพียงอย่างเดียว ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยร่วมกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติจึงออกแนวทางคำแนะนำล่าสุดสนับสนุนให้ผู้หญิงเข้าถึงการตรวจแบบ HPV-based Screening มากขึ้น
นอกจากความแม่นยำแล้ว ความคุ้มค่าและความสบายใจก็ต่างกัน หากเลือกตรวจ Primary HPV DNA Testing แล้วผลปกติ สามารถเว้นระยะการตรวจได้นานถึง 5 ปี ไม่ต้องทนกังวลใจและไม่ต้องมาขึ้นขาหยั่งบ่อยๆ ทุก 2 ปีเหมือนวิธีเดิม
Primary HPV DNA Testing เหมาะกับใคร?
สตรีไทยที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไปควรเริ่มเข้ารับการตรวจคัดกรอง โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงดังนี้:
- ต้องการวางแผนดูแลสุขภาพเชิงรุกระยะยาวร่วมกับแพทย์
- ไม่เคยเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมาก่อน
- มีประวัติการติดเชื้อ HPV หรือเคยมีผลตรวจเซลล์ปากมดลูกผิดปกติในอดีต
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
การตรวจ HPV DNA Testing เจ็บไหม?
ไม่เจ็บ ขั้นตอนคล้ายการตรวจภายในทั่วไป ใช้เวลาสั้นเพียงไม่กี่นาที และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันหรือทำงานต่อได้ทันที
ผลตรวจ HPV Positive แปลว่าเป็นมะเร็งแล้วใช่ไหม?
ไม่ใช่ ผล Positive หมายถึงตรวจพบเชื้อไวรัสสายพันธุ์ความเสี่ยงสูงในร่างกาย แต่ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็ง แพทย์จะนำผลไปวางแผนติดตามอาการอย่างใกล้ชิด หรือตรวจเพิ่มเติมเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อพัฒนาไปเป็นมะเร็งในอนาคต
เคยฉีดวัคซีน HPV แล้ว ยังจำเป็นต้องตรวจคัดกรองอยู่ไหม?
ยังจำเป็น เนื่องจากวัคซีนสามารถป้องกันสายพันธุ์หลักๆ ที่พบบ่อยได้ดี แต่ไม่ครอบคลุมเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูงครบทุกสายพันธุ์ การตรวจคัดกรองควบคู่กันจึงปลอดภัยที่สุด
อายุต่ำกว่า 25 ปี จำเป็นต้องตรวจไหม?
ตามแนวทางมาตรฐานสากลและราชวิทยาลัยฯ หากอายุต่ำกว่า 25 ปีและไม่มีอาการผิดปกติ ยังไม่แนะนำให้ตรวจคัดกรองทั่วไป ยกเว้นในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมาก เช่น มีคู่นอนหลายคน มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง (ติดเชื้อ HIV) หรือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
สตรีที่ตัดมดลูกแล้ว ต้องตรวจมะเร็งปากมดลูกอีกไหม?
หากเป็นการผ่าตัดมดลูกพร้อมกับตัดปากมดลูกออกไป (Total Hysterectomy) และในอดีตไม่เคยมีประวัติรอยโรคขั้นรุนแรง (CIN 2-3, AIS) หรือเป็นมะเร็งปากมดลูกมาก่อน ไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรองอีกต่อไป
การเตรียมตัวก่อนตรวจต้องทำอย่างไร?
ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ งดการสวนล้างช่องคลอด และหลีกเลี่ยงการใช้ยาสอดช่องคลอดก่อนตรวจอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง และควรหลีกเลี่ยงการมาตรวจในช่วงที่มีประจำเดือน เพื่อให้แพทย์สามารถเก็บตัวอย่างเซลล์ได้อย่างสมบูรณ์และแม่นยำ
เพราะมะเร็งปากมดลูกในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นวิธีสำคัญในการค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อให้สามารถวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม
ขอบคุณข้อมูลจาก: โรงพยาบาลพญาไท 2



