ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์ให้ยุบพรรคก้าวไกล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 92 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคสอง โดยระบุว่าการกระทำของพรรคก้าวไกลเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
รายละเอียดคำวินิจฉัย
ศาลฯ พิจารณาจากหลักฐานที่ปรากฏว่าพรรคก้าวไกลได้ดำเนินการและแสดงออกซึ่งมีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นการกระทำที่มุ่งล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ยังพบว่าพรรคฯ มีการสื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ ที่เป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐ
ผลกระทบต่อกรรมการบริหาร
ศาลฯ มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคก้าวไกลเป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัย โดยกรรมการบริหารที่ถูกเพิกถอนสิทธิประกอบด้วย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารอีก 10 คน รวมทั้งสิ้น 11 คน
ขั้นตอนต่อไป
ศาลรัฐธรรมนูญได้ส่งคำวินิจฉัยพร้อมสำนวนคืนให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กกต. จะต้องดำเนินการแจ้งคำวินิจฉัยให้พรรคก้าวไกลทราบ และดำเนินการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหาร รวมถึงจัดการทรัพย์สินของพรรคตามกฎหมาย
ปฏิกิริยาจากพรรคก้าวไกล
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า “เรารู้สึกเสียใจต่อคำวินิจฉัยของศาล แต่เรายังคงยืนหยัดในอุดมการณ์ประชาธิปไตย และจะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป” พร้อมทั้งยืนยันว่าพรรคจะยังคงทำงานเพื่อประชาชนต่อไป
ความเห็นจากนักวิชาการ
รศ.ดร.ปฐมา อมรวิวัฒน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “คำวินิจฉัยนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองในอนาคต” โดยชี้ว่าการยุบพรรคครั้งนี้จะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง และอาจนำไปสู่การจัดตั้งพรรคใหม่ของกลุ่มการเมืองเดิม
ผลกระทบต่อการเมืองไทย
การยุบพรรคก้าวไกลซึ่งเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมจากประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ จะส่งผลต่อสมการทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งต่อไปอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของขั้วอำนาจ และอาจนำไปสู่การรวมกลุ่มของพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยเพื่อต่อต้านอำนาจรัฐบาล



