คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ในการรับคดีกักตุนน้ำมันเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการแล้ว ภายหลังจากการตรวจสอบพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการละเมิดกฎหมายว่าด้วยสินค้าและบริการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมของระบบพลังงานภายในประเทศอย่างรุนแรง
การตรวจสอบพบหลักฐานชัดเจน
จากการประชุมในวันนี้ (9 เมษายน 2569) ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายเป็นประธาน ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยคณะกรรมการรวมทั้งสิ้น 22 คน ได้มีการพิจารณาข้อมูลการตรวจสอบการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างละเอียด
การประชุมเริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. และล่าสุดคณะกรรมการได้มีมติเห็นชอบรับคดีกักตุนน้ำมันเป็นคดีพิเศษแล้ว โดยหลังจากการตรวจสอบคลังน้ำมันจำนวน 92 คลังทั่วประเทศ พบพยานหลักฐานที่ชี้ชัดได้ว่ามีอย่างน้อย 4 แห่งที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายกักตุนน้ำมันหรือประวิงการขายในช่วงที่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง
ผลกระทบต่อระบบพลังงาน
พฤติกรรมการกักตุนน้ำมันดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพรวมของพลังงานในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยอาจนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนและความไม่มั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
นอกจากนี้ ข้อมูลเบื้องต้นจากเจ้าหน้าที่ยังเปิดเผยว่า นอกจากการพิจารณารับเป็นคดีพิเศษแล้ว ยังมีการร่วมหารือข้อมูลการตรวจสอบน้ำมันที่หายไประหว่างการขนส่งทางทะเล จากโรงกลั่นในพื้นที่ศรีราชา–ระยอง ไปยังสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีปริมาณมากกว่า 57 ล้านลิตรเพิ่มเติมด้วย
ความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การประชุมในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาด้านพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
ทั้งนี้ การดำเนินคดีพิเศษในกรณีกักตุนน้ำมันถือเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยป้องปรามและสร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงต่อไป



