พรรคเพื่อไทยเดินหน้าเต็มที่ผลักดันนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคสู่การบังคับใช้เป็นกฎหมาย โดยมั่นใจว่ามีเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภา (สว.) เพียงพอ หลังจากที่ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว
รายละเอียดนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค
นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่ไม่มีหลักประกันสุขภาพ
ตามร่างกฎหมายนี้ ประชาชนจะจ่ายเพียง 30 บาทต่อครั้งที่เข้ารับบริการในสถานพยาบาลของรัฐ ซึ่งครอบคลุมทั้งการรักษาพยาบาลทั่วไป การผ่าตัด การรับยา และการรักษาโรคเรื้อรัง โดยรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ตามจำนวนผู้ใช้บริการ
การผลักดันในสภา
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า “เรามีความมั่นใจว่าร่างกฎหมายนี้จะได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว. อย่างเพียงพอ เพราะเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและสอดคล้องกับหลักการสาธารณสุขถ้วนหน้า”
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรแล้วด้วยคะแนนเสียง 280 ต่อ 150 เสียง โดยมีผู้งดออกเสียง 20 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอการพิจารณาจากวุฒิสภา ซึ่งคาดว่าจะมีการลงมติภายในเดือนนี้
เสียงคัดค้านจากฝ่ายตรงข้าม
อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ก็มีเสียงคัดค้านจากบางฝ่าย โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้านและกลุ่มนักวิชาการบางส่วนที่กังวลเรื่องภาระงบประมาณของรัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนาด้านอื่นๆ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “แม้นโยบายนี้จะดีในหลักการ แต่ต้องคำนึงถึงความยั่งยืนทางการคลัง ไม่อย่างนั้นอาจเกิดปัญหาหนี้สาธารณะในระยะยาว”
ผลกระทบต่อประชาชน
หากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ คาดว่าจะครอบคลุมประชากรประมาณ 47 ล้านคนที่ไม่มีหลักประกันสุขภาพ หรือมีสิทธิ์ที่ไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบและผู้สูงอายุ
นางสาวกาญจนา วัฒนา กรรมการสิทธิผู้ป่วย กล่าวว่า “นโยบายนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ และทำให้ประชาชนไม่ต้องกลัวการเจ็บป่วยจนไม่กล้าไปหาหมอ”
ความคืบหน้าล่าสุด
ล่าสุด พรรคเพื่อไทยได้ส่งหนังสือถึงประธานวุฒิสภาเพื่อขอให้เร่งรัดการพิจารณาร่างกฎหมาย โดยระบุว่าประชาชนรอคอยนโยบายนี้มานาน และต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
ด้านนายแพทย์ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า กระทรวงฯ พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานหากกฎหมายผ่าน โดยได้เตรียมแผนรองรับไว้แล้ว เช่น การเพิ่มจำนวนบุคลากรทางการแพทย์และการจัดหายาให้เพียงพอ



