ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้ยุบพรรคก้าวไกล กรณีมีพฤติกรรมเข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92
รายละเอียดคำร้องของ กกต.
กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2567 โดยระบุว่าพรรคก้าวไกลมีพฤติกรรมที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จากการที่พรรคเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมถึงการแสดงออกของแกนนำพรรคในหลายโอกาสที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง
มติศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องของ กกต. มีมูลเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณา โดยมีกำหนดให้พรรคก้าวไกลยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับสำเนาคำร้อง ทั้งนี้ศาลจะนัดพิจารณาคดีครั้งต่อไปในวันที่ 10 พฤษภาคม 2567
นายพิชิต ชื่นบาน เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า “ศาลเห็นว่าคำร้องมีหลักฐานเบื้องต้นที่แสดงถึงการกระทำที่อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา และให้พรรคก้าวไกลชี้แจงภายในเวลาที่กำหนด”
ปฏิกิริยาจากพรรคก้าวไกล
นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงภายหลังทราบมติศาลว่า “พรรคพร้อมที่จะต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม และยืนยันว่าพรรคไม่ได้มีเจตนาล้มล้างการปกครอง การเสนอแก้ไขมาตรา 112 เป็นไปเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานสากล” พร้อมทั้งระบุว่าพรรคจะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่นต่อศาลภายในกำหนดเวลา
ผลกระทบทางการเมือง
หากศาลมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคก้าวไกล จะส่งผลให้คณะกรรมการบริหารพรรคถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี และสมาชิกพรรคที่ถูกตัดสินอาจถูกตัดสิทธิทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคก้าวไกลมีที่นั่งมากเป็นอันดับสองรองจากพรรคเพื่อไทย
นักวิเคราะห์ทางการเมืองมองว่าคดีนี้เป็นบททดสอบสำคัญของระบบยุติธรรมไทย และอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมและการเมืองโดยรวม



