เตือนภัย! กินปลาดิบเสี่ยงพยาธิใบไม้ตับ เพิ่มโอกาสมะเร็งท่อน้ำดี
เตือนภัย! กินปลาดิบเสี่ยงพยาธิใบไม้ตับ เพิ่มโอกาสมะเร็งท่อน้ำดี

PPTV Online รายงานเตือนผู้บริโภคที่ชื่นชอบการรับประทานปลาน้ำจืดดิบหรือสุกๆ ดิบๆ เช่น ก้อยปลา ปลาหมกไฟ หรือปลาร้า ให้ตระหนักถึงความเสี่ยงในการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchis viverrini) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่โรคมะเร็งท่อน้ำดี พยาธิชนิดนี้มีลักษณะแบนคล้ายใบไม้ ขนาดยาว 7-12 มิลลิเมตร กว้าง 2-3 มิลลิเมตร พบการระบาดมากในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของประเทศไทย

พยาธิใบไม้ตับ: ภัยเงียบจากการกินปลาดิบ

โรคพยาธิใบไม้ตับเกิดจากการบริโภคปลาน้ำจืดชนิดมีเกล็ดที่มีตัวอ่อนของพยาธิ โดยเฉพาะปลาที่ปรุงไม่สุก ปลาที่พบว่ามีตัวอ่อนพยาธิ ได้แก่ ปลาซิว ปลาสร้อย ปลาขาว และปลาตะเพียน เมื่อคนกินปลาที่มีตัวอ่อนระยะติดต่อ ตัวอ่อนจะเจริญเป็นพยาธิตัวเต็มวัยในท่อน้ำดีของตับ และอาศัยอยู่ในนั้นเป็นระยะเวลานาน

ในระยะแรก ผู้ติดเชื้อมักไม่มีอาการ แต่เมื่อพยาธิสะสมเป็นจำนวนมากและเป็นเวลานาน จะเริ่มมีอาการท้องอืด แน่นท้อง เจ็บชายโครงขวา และร้อนบริเวณหน้าท้อง หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา จะเกิดการอักเสบของท่อน้ำดี ตัวเหลือง ตาเหลือง ตับโต มีไข้ และอาจพัฒนาเป็นมะเร็งท่อน้ำดีซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ความเชื่อมโยงระหว่างพยาธิใบไม้ตับกับมะเร็งท่อน้ำดี

พยาธิใบไม้ตับอาศัยอยู่ในท่อน้ำดีของตับทั้งคนและสัตว์รังโรค เมื่อพยาธิออกไข่ ไข่จะปนออกมากับอุจจาระลงสู่แหล่งน้ำ และถูกหอยไซกินเข้าไป ตัวอ่อนจะเจริญในหอยและออกมาสู่ปลาเป็นตัวอ่อนระยะติดต่อ เมื่อคนกินปลาที่ปรุงไม่สุก ตัวอ่อนจะเจริญเป็นพยาธิตัวเต็มวัยในท่อน้ำดี กระบวนการนี้ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดี ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งท่อน้ำดี

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

มะเร็งท่อน้ำดีแบ่งตามตำแหน่งของเนื้องอกเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในตับและนอกตับ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป นอกจากพยาธิใบไม้ตับแล้ว ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ นิ่วในท่อน้ำดีหรือถุงน้ำดี (พบร่วมในผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดี 20-57%) ท่อน้ำดีผิดรูปร่างแต่กำเนิด และการอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดี

อาการและการวินิจฉัยมะเร็งท่อน้ำดี

อาการของมะเร็งท่อน้ำดีที่พบบ่อย ได้แก่ ตัวเหลือง ตาเหลืองจากการอุดตันของท่อน้ำดี ปวดท้องโดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร ปวดเสียดใต้ลิ้นปี่ ปวดหลังหรือปวดเค้นบริเวณท้องด้านขวาบน ไข้จากการอักเสบของท่อน้ำดี คันผิวหนังทั่วร่างกาย เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลด คลื่นไส้อาเจียน

การวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิ การตรวจเลือดหาความผิดปกติของตับ การอัลตราซาวด์ตับและช่องท้อง การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือเอกซเรย์แม่เหล็ก (MRI + MRCP) และการส่องกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อน (ERCP)

แนวทางการรักษามะเร็งท่อน้ำดี

แพทย์จะพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น ขนาด ตำแหน่ง ลักษณะเซลล์มะเร็ง ระยะโรค และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม วิธีการรักษามาตรฐานคือการผ่าตัดเนื้องอก ซึ่งช่วยเพิ่มอัตรารอดชีวิต ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ อาจใช้การผ่าตัดระบายท่อน้ำดีเพื่อบรรเทาอาการคันและตัวเหลือง การส่องกล้อง ERCP การให้เคมีบำบัด หรือรังสีรักษา

ผู้ป่วยที่ได้รับการถ่ายพยาธิแล้ว ต้องหลีกเลี่ยงการกินปลาดิบอีกเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ ขอขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลพญาไท 1 และโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล