รัฐบาลใหม่เตรียมเดินหน้า 5 แนวทางแก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ เน้นบัตรสวัสดิการดิจิทัล เพิ่มสวัสดิการผู้สูงอายุ คนพิการ และเด็กเล็ก พร้อมปฏิรูปที่ดินและหนี้สิน
5 แนวทางแก้จนของรัฐบาลใหม่
รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน เตรียมเดินหน้านโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยมีแนวทางหลัก 5 ประการ ดังนี้
1. บัตรสวัสดิการดิจิทัล
รัฐบาลจะปรับปรุงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงสวัสดิการของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับฐานข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การจ่ายสวัสดิการเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงกลุ่มเป้าหมาย
2. เพิ่มสวัสดิการผู้สูงอายุ
รัฐบาลมีแผนเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นแบบขั้นบันได โดยผู้สูงอายุที่มีอายุ 60-69 ปี จะได้รับเดือนละ 700 บาท อายุ 70-79 ปี ได้รับเดือนละ 1,000 บาท อายุ 80-89 ปี ได้รับเดือนละ 1,500 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับเดือนละ 2,000 บาท พร้อมทั้งขยายสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น การรักษาพยาบาลฟรี และส่วนลดค่าสาธารณูปโภค
3. สวัสดิการคนพิการ
รัฐบาลจะเพิ่มเบี้ยความพิการจากปัจจุบันเดือนละ 800 บาท เป็น 1,000 บาท พร้อมทั้งส่งเสริมการจ้างงานคนพิการในภาครัฐและเอกชน รวมถึงการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่สาธารณะให้เอื้อต่อคนพิการมากขึ้น
4. สวัสดิการเด็กเล็ก
รัฐบาลมีนโยบายจ่ายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี เดือนละ 600 บาท ต่อคน พร้อมทั้งขยายสิทธิ์ให้ครอบคลุมเด็กทุกคน โดยไม่จำกัดรายได้ของพ่อแม่ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร และส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย
5. ปฏิรูปที่ดินและหนี้สิน
รัฐบาลจะเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกินให้กับเกษตรกรและผู้ยากไร้ พร้อมทั้งจัดตั้งกองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อจัดสรรที่ดินให้กับผู้ไร้ที่ดินทำกิน นอกจากนี้ยังมีมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินทั้งในและนอกระบบ โดยการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ และให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการรายย่อย
เป้าหมายของนโยบาย
รัฐบาลตั้งเป้าว่านโยบายเหล่านี้จะช่วยลดจำนวนคนจนลงร้อยละ 50 ภายใน 4 ปี และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการ และเด็กเล็ก ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุดในสังคม
ทั้งนี้ รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณจากแหล่งต่างๆ รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี และการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพื่อให้แน่ใจว่านโยบายเหล่านี้จะสามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน



