พรรคก้าวไกลได้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา โดยระบุถึงความจำเป็นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการทุจริตและการบริหารงานที่ผิดพลาด
รายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกยื่นอภิปราย
ญัตติดังกล่าวระบุชื่อรัฐมนตรีที่ถูกยื่นอภิปราย จำนวน 5 คน ได้แก่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี, นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยพรรคก้าวไกลอ้างถึงสาเหตุหลายประการที่ทำให้ต้องมีการอภิปรายครั้งนี้
กำหนดการอภิปราย
นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมีขึ้นในวันที่ 1-3 เมษายนนี้ โดยใช้เวลา 3 วันในการอภิปราย หลังจากนั้นจะมีการลงมติในวันที่ 3 เมษายน ซึ่งพรรคก้าวไกลคาดหวังว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นด้วยกับการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
ประเด็นหลักในการอภิปราย
พรรคก้าวไกลชี้แจงว่า การยื่นญัตติครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การบริหารจัดการที่ล้มเหลวของรัฐบาลในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงกรณีทุจริตในโครงการของรัฐที่ถูกเปิดโปงในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับการจัดการปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ที่ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างชัดเจน
ปฏิกิริยาจากรัฐบาล
ด้านนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการยื่นญัตติครั้งนี้ว่า เป็นสิทธิของฝ่ายค้านตามระบอบประชาธิปไตย และรัฐบาลพร้อมที่จะชี้แจงข้อกล่าวหาทั้งหมดในสภา โดยยืนยันว่าการทำงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าการอภิปรายครั้งนี้อาจเป็นเพียงการเล่นเกมการเมืองของฝ่ายค้านมากกว่าการตรวจสอบการทำงานอย่างจริงจัง
ความสำคัญทางการเมือง
การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว โดยพรรคก้าวไกลซึ่งเป็นฝ่ายค้านหลักมีที่นั่งในสภา 151 เสียง ขณะที่รัฐบาลมีเสียงสนับสนุนรวม 314 เสียง ทำให้การอภิปรายครั้งนี้มีโอกาสสูงที่รัฐบาลจะรอดจากการลงมติ แต่ก็เป็นเวทีสำคัญสำหรับฝ่ายค้านในการแสดงจุดยืนและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลต่อสาธารณชน



