ก้าวไกลยื่นร่างพ.ร.บ.ห้ามทรมาน หวังป้องกันการละเมิดสิทธิ
ก้าวไกลยื่นร่างพ.ร.บ.ห้ามทรมาน หวังป้องกันสิทธิ

พรรคก้าวไกลได้ยื่นร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้สูญหาย พ.ศ. .... ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2568 โดยมีนายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรค เป็นผู้ยื่น พร้อมด้วยคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของพรรค โดยร่างกฎหมายดังกล่าวมีหลักการสำคัญเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม

สาระสำคัญของร่างกฎหมาย

ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดให้การกระทำทรมานหรือการบังคับให้สูญหายเป็นความผิดอาญาที่มีโทษหนัก โดยมีบทนิยามที่ชัดเจนเกี่ยวกับการทรมาน ครอบคลุมถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือคำรับสารภาพ นอกจากนี้ ยังกำหนดมาตรการคุ้มครองพยานและผู้เสียหาย รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อสอบสวนข้อร้องเรียน

เหตุผลและความจำเป็น

นายชัยธวัชกล่าวว่า "ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ห้ามการทรมานอย่างชัดเจน แม้รัฐธรรมนูญจะรับรองสิทธิเสรีภาพ แต่ในทางปฏิบัติยังมีการละเมิดเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง การมีกฎหมายนี้จะช่วยสร้างกลไกตรวจสอบและป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจเกินขอบเขต"

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ข้อมูลจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศระบุว่า ไทยมีรายงานการทรมานและการบังคับให้สูญหายอย่างน้อย 20 คดีในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา แต่ส่วนใหญ่ไม่มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง ร่างกฎหมายนี้จึงหวังให้เกิดความรับผิดชอบและเยียวยาผู้เสียหาย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ

ด้านพรรคร่วมรัฐบาลบางส่วนแสดงความกังวลว่ากฎหมายอาจเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะในคดีความมั่นคง อย่างไรก็ตาม พรรคก้าวไกลยืนยันว่ากฎหมายจะช่วยสร้างมาตรฐานการสอบสวนที่โปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสากลตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานที่ไทยเป็นภาคี

นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า "ร่างกฎหมายนี้เป็นก้าวสำคัญในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แต่ต้องมีกระบวนการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพและไม่เลือกปฏิบัติ"

ขั้นตอนต่อไป

ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยคาดว่าจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณารายละเอียด ก่อนเสนอเข้าสู่การลงมติในวาระที่สองและสาม หากผ่านความเห็นชอบจะส่งต่อไปยังวุฒิสภาและประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป