นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ออกมาชี้แจงกรณีโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต หลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมออนไลน์ โดยยืนยันว่าโครงการนี้ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด และไม่มีการกระทำที่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด
นายกฯ ยืนยันความถูกต้องตามกฎหมาย
นายกฯ เศรษฐา กล่าวว่า “โครงการดิจิทัลวอลเล็ตเป็นนโยบายที่รัฐบาลตั้งใจช่วยเหลือประชาชน และทุกขั้นตอนได้ผ่านการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายทุกประการ” พร้อมทั้งย้ำว่าเงินที่ใช้ในโครงการมาจากงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาแล้ว
ทั้งนี้ นายกฯ ยังกล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่าโครงการอาจผิดกฎหมายหรือไม่โปร่งใส โดยขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลดำเนินการด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยมีคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการจากหลายภาคส่วน
รายละเอียดโครงการและผลกระทบ
โครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท มีกำหนดแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิ์ประมาณ 50 ล้านคน ใช้งบประมาณรวมกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลระบุว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์หลายรายแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและเงินเฟ้อ โดยดร.สมศักดิ์ ศรีขวัญ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “การแจกเงินจำนวนมากอาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น และไม่เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนหากไม่มีมาตรการเสริม”
การตอบโต้ของฝ่ายค้าน
ฝ่ายค้านในสภาได้ตั้งข้อสังเกตถึงความคุ้มค่าของโครงการ โดยเฉพาะการใช้เงินกู้ยืมเพื่อการนี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาระหนี้ของประเทศในระยะยาว นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.พรรคก้าวไกล กล่าวว่า “รัฐบาลควรมีมาตรการที่สร้างรายได้และลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนอย่างยั่งยืนมากกว่าการแจกเงินครั้งเดียว”
ด้านโฆษกรัฐบาล นายคารม พลพรกลาง ตอบโต้ว่า “นโยบายนี้เป็นมาตรการเฉพาะหน้าที่จำเป็นเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ หลังจากที่ประเทศเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 และภาวะเงินเฟ้อสูง”
กำหนดการแจกเงิน
รัฐบาลมีแผนเริ่มแจกเงินดิจิทัลในช่วงต้นปี 2568 โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และใช้จ่ายได้เฉพาะร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการภายในระยะเวลา 6 เดือน โดยมีข้อจำกัดไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมมาตรการตรวจสอบการทุจริต โดยตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เพื่อให้มั่นใจว่าเงินถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง



