เอลนีโญรอบใหม่กำลังส่งผลกระทบรุนแรงต่อห่วงโซ่อาหารไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรที่คาดว่าจะเสียหายถึง 6.2 หมื่นล้านบาท และผลผลิตข้าวอาจหายไปถึง 5.4 ล้านตัน ตามการประเมินของ Krungthai COMPASS สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบต่อชาวนาเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเนื่องไปยังโรงสี อุตสาหกรรมอาหาร และกำลังซื้อของผู้บริโภค
สัญญาณการกลับมาของเอลนีโญ
ดัชนี Southern Oscillation Index (SOI) ที่ปรับลดลงสู่ระดับติดลบต่อเนื่องเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเอลนีโญกำลังกลับมา โดยในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2569 ดัชนี SOI อยู่ที่ -11 และ -14 เฉลี่ย -13 สะท้อนการก่อตัวของเอลนีโญที่ชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ ความถี่ของการเกิดเอลนีโญเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล จากเดิมที่ห่างกันประมาณ 5 ปี กลับมาเกิดซ้ำทุก 3 ปี และล่าสุดในปี 2569 ห่างจากครั้งก่อนเพียง 2 ปี ส่งผลให้ภาคเกษตรมีเวลาฟื้นตัวน้อยลง
ปริมาณน้ำใช้การได้อยู่ในระดับต่ำ
ข้อมูล ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2569 ปริมาณน้ำใช้การได้ของภาคกลางอยู่ที่ประมาณ 28% ต่ำกว่าระดับวิกฤติที่ 30% สถานการณ์นี้สร้างความเสี่ยงต่อผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญ โดยเฉพาะข้าวนาปีที่จะออกสู่ตลาดช่วงปลายปี 2569 และข้าวนาปรังในภาคกลางที่จะออกสู่ตลาดช่วงครึ่งแรกของปี 2570
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านสองช่องทาง
เอลนีโญรอบนี้กดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยผ่านสองช่องทางหลัก ได้แก่ รายได้ภาคเกษตรที่ลดลงจากผลผลิตที่หดตัว ซึ่งกระทบกำลังซื้อและการบริโภคของครัวเรือนเกษตร และต้นทุนวัตถุดิบสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น กระทบอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป ซึ่งอาจผลักดันเงินเฟ้อหมวดอาหารและลดกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวม
ความเสียหายต่อพืชเศรษฐกิจสำคัญ
Krungthai COMPASS ประเมินว่าเอลนีโญรอบนี้จะสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยราว 6.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.31% ของ GDP โดยคาดว่าฝนจะทิ้งช่วงตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องถึงกลางปี 2570 สอดคล้องกับการประเมินของ Columbia Climate School และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ข้าวเป็นพืชที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ผลผลิตหายไปประมาณ 5.4 ล้านตัน มูลค่าความเสียหาย 43,046 ล้านบาท รองลงมาคืออ้อย 12.0 ล้านตัน มูลค่า 10,711 ล้านบาท และมันสำปะหลัง 3.1 ล้านตัน มูลค่า 8,098 ล้านบาท
รายได้เกษตรกรลดลง
รายได้เกษตรกรในปี 2569-70 มีแนวโน้มลดลงจากปี 2568 แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลัง โดยดัชนีรายได้เกษตรกรในปี 2569 คาดว่าจะลดลงประมาณ 8% จากผลผลิตที่ลดลงมากกว่าราคาที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวที่ผลผลิตลดลงประมาณ 18% ส่วนในปี 2570 คาดลดลงต่อเนื่อง 2% จากแรงกดดันทั้งด้านผลผลิตและราคาพร้อมกัน โดยเฉพาะอ้อยที่ผลผลิตลดลงประมาณ 5%
ผลกระทบต่อธุรกิจโรงสี
ธุรกิจโรงสีมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากภาวะภัยแล้งที่ทำให้ผลผลิตข้าวลดลงและอุปทานข้าวเปลือกตึงตัว โดยคาดว่าปริมาณข้าวเปลือกที่เข้าสู่โรงสีจะลดลงประมาณ 18% ส่งผลให้ต้นทุนรับซื้อข้าวเปลือกเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จาก 7,305 บาทต่อตัน เป็นราว 8,000 บาทต่อตัน ขณะที่ราคาขายส่งข้าวสารปรับเพิ่มได้เพียง 7% เนื่องจากถูกจำกัดด้วยการแข่งขันจากตลาดส่งออก ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรถูกบีบตัวลง อีกทั้งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นยังซ้ำเติมภาระต้นทุน โดยคาดว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงานของโรงสีขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก จะลดลงจากปีก่อน 0.7% 0.6% และ 0.3% ตามลำดับ
เอลนีโญรอบนี้จึงไม่ใช่เพียงความเสี่ยงจากภัยแล้ง แต่เป็นบททดสอบความพร้อมของภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทย หากทุกภาคส่วนเร่งปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ทั้งการบริหารจัดการน้ำ การใช้เทคโนโลยีการเกษตร และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ก็จะช่วยลดความเสียหายและเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับสภาพอากาศที่มีแนวโน้มผันผวนและรุนแรงขึ้นในอนาคตได้



