คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 (พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ) ได้มีมติยกเลิกสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) วงเงิน 2.24 แสนล้านบาท เนื่องจากคู่สัญญาเอกชนผิดนัดชำระเงินค่าธรรมเนียมตามสัญญา โดยมีผลทันทีเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567
สาเหตุการยกเลิกสัญญา
นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการคัดเลือกฯ ซึ่งมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐานแล้วเห็นว่าคู่สัญญาเอกชนไม่สามารถชำระค่าธรรมเนียมตามสัญญาได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งถือเป็นการผิดนัดอย่างชัดเจน
“คณะกรรมการฯ ได้ให้โอกาสเอกชนหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ จึงจำเป็นต้องยกเลิกสัญญาเพื่อไม่ให้โครงการล่าช้าและเสียหายมากขึ้น” นายสุรพงษ์กล่าว
ผลกระทบต่อโครงการ
การยกเลิกสัญญาครั้งนี้ส่งผลให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของรัฐบาลต้องหยุดชะงัก โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ลงนามสัญญากับกลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 กำหนดระยะเวลาก่อสร้าง 5 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า
นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เชื่อมต่อสนามบินหลักของประเทศ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
มาตรการแก้ไข
นายสุรพงษ์กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมจะเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางดำเนินโครงการต่อไป โดยอาจเปิดให้เอกชนรายอื่นเข้าร่วมลงทุนใหม่ หรือปรับรูปแบบโครงการให้เหมาะสม
“เราจะไม่ปล่อยให้โครงการนี้ล้มเหลว รัฐบาลมีแผนสำรองอยู่แล้ว และจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว” นายสุรพงษ์กล่าวเพิ่มเติม
รายละเอียดสัญญา
สัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินมีมูลค่ารวม 2.24 แสนล้านบาท ครอบคลุมระยะทาง 220 กิโลเมตร แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ และช่วงที่ 2 สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา โดยเอกชนมีหน้าที่ออกแบบ ก่อสร้าง และบริหารจัดการเดินรถเป็นเวลา 50 ปี
เงื่อนไขสำคัญคือเอกชนต้องชำระค่าธรรมเนียมให้แก่รัฐบาลเป็นงวดๆ รวมทั้งสิ้น 1.06 แสนล้านบาท โดยงวดแรกจำนวน 1 หมื่นล้านบาท กำหนดชำระภายในเดือนมิถุนายน 2566 แต่เอกชนขอผ่อนผันหลายครั้งจนกระทั่งผิดนัด



