แม่ค้าส้มตำรายหนึ่งในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกเก็บส่วยเป็นเงินวันละ 50 บาท โดยอ้างว่าเป็นค่าดูแลความปลอดภัย หากไม่จ่ายจะถูกจับกุมข้อหาขายของโดยไม่ได้รับอนุญาต สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องดิ้นรนทำมาหากินในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี
รายละเอียดการเรียกเก็บส่วย
แม่ค้าส้มตำซึ่งขอสงวนนามสกุล เล่าว่า ตนขายส้มตำอยู่บริเวณหน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา มานานกว่า 5 ปี โดยปกติจะขายได้วันละประมาณ 500-600 บาท หลังหักต้นทุนแล้วเหลือกำไรไม่มากนัก แต่เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบเดินทางมาขอเก็บเงินวันละ 50 บาท โดยอ้างว่าเป็นค่าดูแลความปลอดภัยและป้องกันการถูกไล่ที่
"เขาบอกว่าถ้าไม่จ่ายจะโดนจับข้อหาขายของโดยไม่ได้รับอนุญาต เราก็กลัว เพราะถ้าถูกจับก็จะเสียชื่อเสียงและอาจถูกปรับหนัก เลยต้องยอมจ่าย แต่ก็รู้สึกไม่ถูกต้อง เพราะเราจ่ายภาษีอยู่แล้ว" แม่ค้ากล่าว
ผลกระทบต่อรายได้
การถูกเรียกเก็บส่วยวันละ 50 บาท ส่งผลให้แม่ค้าส้มตำต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละประมาณ 1,500 บาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของกำไรที่ได้รับในแต่ละเดือน ทำให้รายได้ลดลงอย่างมาก
"บางวันขายไม่ดีก็ขาดทุนอยู่แล้ว พอต้องจ่ายส่วยอีกก็ยิ่งแย่ไปใหญ่ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบและช่วยเหลือพวกเราด้วย" แม่ค้าระบุ
การร้องเรียนและความคืบหน้า
หลังจากเรื่องราวถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และสื่อมวลชนท้องถิ่น ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมทั้งประสานงานไปยังกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาเพื่อขอตรวจสอบข้อเท็จจริง
เบื้องต้น พ.ต.อ. ธนากร แก้วบุญเรือง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้รับรายงานและสั่งการให้ผู้กำกับการสถานีตำรวจในพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว หากพบว่ามีการกระทำผิดจริงจะดำเนินการทางวินัยและทางอาญาอย่างเด็ดขาด
ปฏิกิริยาจากสังคมออนไลน์
เรื่องราวดังกล่าวกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ชาวเน็ตจำนวนมากแสดงความเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและเรียกร้องให้ตำรวจระดับสูงลงมาดูแลอย่างจริงจัง บางรายเสนอให้แม่ค้ารวมตัวกันร้องเรียนผ่านสายด่วน 1599 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ด้านนักวิชาการด้านอาชญาวิทยา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวว่า การเรียกเก็บส่วยเป็นรูปแบบหนึ่งของการทุจริตที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของตำรวจและระบบยุติธรรม ควรมีมาตรการป้องกันและลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง



