ครม.อนุมัติงบ 3.5 หมื่นล้าน ช่วยเหลือประชาชนค่าไฟฟ้า-น้ำมัน
ครม.อนุมัติงบ 3.5 หมื่นล้าน ช่วยค่าไฟฟ้า-น้ำมัน

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 มีมติอนุมัติงบกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 35,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยเฉพาะในส่วนของค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

มาตรการลดค่าไฟฟ้า

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มาตรการแรกคือการลดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน โดยจะได้รับส่วนลด 15% ของค่าไฟฟ้าที่ต้องชำระในรอบบิลเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2566 ซึ่งคาดว่าจะครอบคลุมครัวเรือนประมาณ 18 ล้านครัวเรือน

ตรึงราคาน้ำมันดีเซล

มาตรการที่สองคือการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร โดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งที่ประชุม ครม. ได้อนุมัติให้กองทุนน้ำมันฯ สามารถกู้เงินเพิ่มเติมอีก 20,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันดีเซล โดยคาดว่ามาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงธันวาคม 2566

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

มาตรการที่สามคือการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลง 1 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนถึง 30 พฤศจิกายน 2566 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้ใช้น้ำมันกลุ่มนี้

นายอนุชากล่าวว่า “รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นของประชาชน จึงได้จัดทำมาตรการช่วยเหลือในครั้งนี้ โดยใช้กลไกทางการคลังและกองทุนต่างๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบ โดยคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม”

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ทั้งนี้ มาตรการทั้งสามจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2566 เป็นต้นไป โดยรัฐบาลจะติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด และอาจพิจารณาขยายระยะเวลาหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย