ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องกรณีป้ายหาเสียงของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ว่าอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ซึ่งว่าด้วยการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยศาลได้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ก่อนจะวินิจฉัยชี้ขาดต่อไป
ที่มาของคำร้อง
คำร้องดังกล่าวยื่นโดยนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความและอดีตผู้สมัคร ส.ส. ซึ่งอ้างว่าป้ายหาเสียงของนายเศรษฐาที่มีข้อความว่า “เลือกตั้งครั้งนี้ เราเลือกนายกฯ ได้” และ “เลือกนายกฯ เอง” เป็นการชี้นำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้โดยตรง ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้นายกฯ มาจากการโหวตของสภาผู้แทนราษฎร
ข้อกล่าวหาและผลกระทบ
นายธีรยุทธระบุว่า ป้ายดังกล่าวอาจเข้าข่ายการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นการบิดเบือนกระบวนการเลือกตั้ง หากศาลวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวผิดจริง นายเศรษฐาอาจถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และอาจส่งผลต่อสถานภาพความเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 170 (5) ที่ระบุว่านายกฯ ต้องไม่กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ
ปฏิกิริยาจากฝ่ายการเมือง
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า “ป้ายหาเสียงดังกล่าวเป็นเพียงการสื่อสารนโยบายของพรรค ไม่ได้มีเจตนาล้มล้างรัฐธรรมนูญ พรรคพร้อมชี้แจงต่อศาลตามกระบวนการ” ขณะที่นายไชยามพวาน มั่นสัตย์ แกนนำพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า “ศาลรับคำร้องแล้ว ก็ต้องรอผลวินิจฉัย แต่อยากให้ทุกฝ่ายเคารพกระบวนการยุติธรรม”
กำหนดการไต่สวน
ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนครั้งแรกในวันที่ 15 มกราคม 2568 โดยจะเชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ รวมถึงนายเศรษฐา ทวีสิน และนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร คาดว่าศาลจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 1-2 เดือนก่อนมีคำวินิจฉัย
บทวิเคราะห์ทางกฎหมาย
รศ.ดร.ปฐมพงษ์ สุขเกษม อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า “มาตรา 49 เป็นมาตรการป้องกันการล้มล้างการปกครอง แต่การตีความต้องระมัดระวังไม่ให้กลายเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก เนื้อหาป้ายหาเสียงของนายเศรษฐาอาจเข้าข่ายการโฆษณาชวนเชื่อ แต่ยังไม่ถึงขั้นล้มล้างรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ศาลต้องพิจารณาบริบทและเจตนาเป็นสำคัญ”
ผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล
กรณีนี้สร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะหากศาลวินิจฉัยว่าการกระทำผิดจริง นายเศรษฐาอาจพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้ต้องมีการเลือกนายกฯ คนใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาลที่ยืดเยื้อ



