พรรคก้าวไกลยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมีเป้าหมายหลักคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จากกรณีการทุจริตในการประมูลจัดหาวัคซีนโควิด 19 และความล้มเหลวในการบริหารจัดการวัคซีนที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง
รายละเอียดข้อกล่าวหา
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยญัตติดังกล่าวมีหลักฐานชัดเจนถึงการละเว้นปฏิบัติหน้าที่และการเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนบางรายในการประมูลวัคซีน ซึ่งทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก
“เรามีข้อมูลว่าการประมูลวัคซีนหลายครั้งมีเงื่อนไขที่เอื้อต่อบริษัทบางแห่ง ไม่โปร่งใส และไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ส่งผลให้ประชาชนไม่ได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึงและทันเวลา” นายพิธากล่าว
ผลกระทบต่อประชาชน
จากข้อมูลของพรรคก้าวไกล พบว่าการบริหารจัดการวัคซีนที่ล่าช้าทำให้มีผู้เสียชีวิตจากโควิด 19 เพิ่มขึ้นกว่า 10,000 รายในช่วงที่วัคซีนขาดแคลน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ พรรคก้าวไกลยังชี้ให้เห็นว่าการทุจริตในการประมูลวัคซีนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาใหญ่ที่เกิดจากระบบอุปถัมภ์ในรัฐบาลชุดนี้
ปฏิกิริยาจากฝ่ายรัฐบาล
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยยืนยันว่าการจัดหาวัคซีนดำเนินการอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามกฎหมาย พร้อมทั้งท้าพรรคก้าวไกลให้แสดงหลักฐานต่อสาธารณะ
“เราพร้อมชี้แจงทุกข้อสงสัยในสภา การดำเนินการทุกอย่างอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและความโปร่งใส อย่าหวังใช้ประเด็นนี้หาเสียง” นายอนุทินกล่าว
ขั้นตอนต่อไป
ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจจะถูกบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์หน้า โดยคาดว่าจะใช้เวลาอภิปราย 3 วัน และลงมติในวันที่ 4 ทั้งนี้ พรรคร่วมรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภา ทำให้ญัตตินี้มีโอกาสถูกคว่ำสูง
อย่างไรก็ตาม พรรคก้าวไกลยืนยันว่าจะเดินหน้านำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อให้ประชาชนรับทราบถึงความบกพร่องของรัฐบาล และหวังว่าการอภิปรายครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนในการเมืองไทย



