บล.เอเซีย พลัส เปิดกลยุทธ์การลงทุนเน้นสะสมหุ้นกลุ่มเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) ที่มีอัตราจ่ายปันผลเด่น หลังจากเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง 2 วันทำการ รวมมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาท สวนทางกับปัจจัยลบจากภายนอก โดยเฉพาะการประชุม OPEC+ ที่กดดันกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งมีน้ำหนักใน SET ประมาณ 30%
ปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทย
นายวิศาล เตชะไพบูลย์ นักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า "ตลาดหุ้นเอเชียเริ่มฟื้นตัวนำโดยเกาหลีใต้ (+5.8%) อินโดนีเซีย (+2.3%) ญี่ปุ่น (+1.5%) และไทย (+1.1%)" สำหรับปัจจัยในประเทศที่สำคัญคืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ +2.70% ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) คาดที่ +1.07%
หากเงินเฟ้อไทยอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% จะสนับสนุนให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดปี โดยมีสองเหตุผลหลัก ได้แก่ 1) อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย แม้บางเดือนอาจแตะขอบบน และ 2) รัฐบาลเริ่มใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายภาครัฐแล้ว ทำให้ กนง. สามารถคงดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน และปล่อยให้นโยบายการคลังทำหน้าที่ฟื้นฟูเศรษฐกิจ
กลยุทธ์เก็บหุ้น Domestic ดักปันผล
บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์ "ดักเก็บหุ้น Domestic Play" ที่มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลเด่น โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (TTB, SCB, KTB, KBANK) กลุ่มการแพทย์ (BDMS) กลุ่มบริโภคและท่องเที่ยว (BA, MINT, OSP) และหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว (SJWD, BGRIM) โดยกำหนดให้ CPN, BGRIM และ SJWD เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน
ทั้งนี้ กระแสเงินทุนจากต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่องช่วยหนุนให้ดัชนี SET แข็งแกร่งกว่าตลาดเพื่อนบ้าน โดยนักลงทุนต่างชาติมุ่งเป้าไปที่กลุ่มหุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการประชุม FED Minutes ที่อาจสร้างความผันผวนในระยะสั้น



