ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา กำลังพิจารณายกเลิกภาษีนำเข้ารถยนต์จากแคนาดาและเม็กซิโกชั่วคราวเป็นเวลา 30 วัน ตามรายงานของทำเนียบขาว การเคลื่อนไหวดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกันที่ต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดน
รายละเอียดมาตรการยกเว้นภาษี
แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า มาตรการนี้จะช่วยให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์มีเวลาเตรียมความพร้อมในการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน โดยภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บตามมาตรา 232 ซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ จะถูกระงับชั่วคราวสำหรับรถยนต์ที่ผลิตในแคนาดาและเม็กซิโกเท่านั้น
การยกเว้นภาษีครั้งนี้ครอบคลุมเฉพาะรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถบรรทุกขนาดเล็กที่ผลิตในสองประเทศดังกล่าว โดยไม่รวมถึงชิ้นส่วนยานยนต์หรือสินค้าอื่นๆ
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์
อุตสาหกรรมยานยนต์ของสหรัฐฯ มีห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับแคนาดาและเม็กซิโก โดยชิ้นส่วนต่างๆ ถูกผลิตและประกอบข้ามพรมแดนหลายครั้งก่อนจะกลายเป็นรถยนต์สำเร็จรูป การเรียกเก็บภาษีนำเข้าตามมาตรา 232 ซึ่งเดิมกำหนดอัตรา 25% สำหรับรถยนต์และชิ้นส่วนจากต่างประเทศ สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อผู้ผลิต
จากข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งสหรัฐอเมริกา รถยนต์ที่จำหน่ายในสหรัฐฯ ประมาณ 40% ผลิตในแคนาดาหรือเม็กซิโก ซึ่งหากต้องเสียภาษีนำเข้า 25% อาจทำให้ราคารถยนต์เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2,000-4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคัน
ปฏิกิริยาจากภาคธุรกิจ
กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ เช่น เจนเนอรัล มอเตอร์ส ฟอร์ด และสเตลแลนทิส ต่างแสดงความกังวลต่อนโยบายภาษีดังกล่าว โดยระบุว่าอาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน
"เรายินดีต่อการพิจารณายกเว้นภาษีชั่วคราวนี้ ซึ่งจะช่วยให้เรามีเวลาปรับตัว" โฆษกของฟอร์ดกล่าว "แต่เรายังคงต้องการแนวทางที่ชัดเจนและยั่งยืนจากรัฐบาล"
ความเคลื่อนไหวทางการเมือง
การประกาศยกเว้นภาษีชั่วคราวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากสมาชิกรัฐสภาทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ นอกจากนี้ แคนาดาและเม็กซิโกยังได้ยื่นคำร้องต่อองค์การการค้าโลกเพื่อคัดค้านมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
ทำเนียบขาวระบุว่าจะใช้เวลา 30 วันนี้ในการเจรจากับคู่ค้าเพื่อหาทางออกที่ถาวรต่อไป



